

บินไปสู่ภูไพร กับค้างคาวดนตรี ตอน 3
ครูสมบัติ แก้วทิตย์ ในภาคของศิลปิน เขาคือหัวหน้าวงดอนผีบิน ภาพเล็กๆ สองแถว เป็นภาพสมาชิกสามพี่น้องในวง กับหนึ่งศิลปินรับเชิญ ครูสมบัติ (พี่ชายคนโต) เป็นมือกีตาร์ สมศักดิ์ (น้องคนกลาง) ตำแหน่งกลอง สมคิด (น้องคนเล็ก) นักร้องนำ ส่วนมือเบส (สวมเสื้อกั๊กหนังทับเสื้อยืดแขนกุด) เป็นนักดนตรีรับเชิญที่ครูสมบัติยกย่องในฝีมือ ภาพที่เปี่ยมในลีลาอารมณ์ชุดนี้ บันทึกจากเวทีคอนเสิร์ต Return to the Nature ซึ่งหัวหน้าวงกล่าวว่า สำหรับแฟนเพลงตัวจริง การได้มาร่วมอยู่ในการแสดงสดนั้น เหมือนกับได้ไปเหยียบดวงจันทร์เลยทีเดียว

" เดทเมทัลฟังเผินๆ อาจน่ากลัว หยาบ โหด แต่ถ้าเจาะเข้าไปในบทเพลง จะสวยเหมือนบทกวี งดงามอย่างสุดซึ้ง ฟังแล้วหลุดออกไปนอกโลกได้โดยไม่ต้องเสพยา "
"เรามีเครดิตพอ ถึงขั้นที่เขายอมให้เราทำเพลงเองตั้งแต่เนื้อ ดนตรี จนถึงปกเทป”
หัวหน้าวงข้ามไปสู่ช่วงที่ดอนผีบินออกเทปชุดที่ ๔ แล้วต่อด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ศิลปินในกระแสและค่ายเพลงในภาพรวม
“คนโดยมากมันมาตายตรงนั้น โดยเฉพาะคนหนุ่ม พอเจอเงินมาวาง ความเป็นตัวเองหายหมด การตลาดเข้ามามีบทบาท เขาเอาเงินมาล่อ ไม่ทันไรก็ขายวิญญาณไปแล้ว ถ้าคงศักยภาพของตัวเองไว้ ไม่ยอมไปตามกระแสธุรกิจ ซึ่งถ้ามันได้น้อยก็ต้องยอมรับตัวเองว่า เราได้เท่านี้ เราศรัทธาในสิ่งที่เราคิด และเราต้องไม่มองแค่วันนี้พรุ่งนี้ แต่มองไปถึงเวลาข้างหน้า บริษัทอาจบอกว่าจะได้ถึง ๑๐ ล้าน ถ้าคุณยอมเปลี่ยนตรงนั้นตรงนี้ แต่ความจริงไม่มีใครรู้หรอก ให้คนอื่นมาต่อยอด มาเปลี่ยนมาปรับ โดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันเหมือนลบหลู่จิตวิญญาณ คนเราถ้าไม่นับถือจิตวิญญาณของตัวเองก็ไม่มีความหมายแล้ว สร้างทำอะไรมาด้วยลำแข้ง แล้วจู่ๆ ก็ยกไปให้คนอื่นตัดต่อตรงนั้นตรงนี้ นั่นเท่ากับคุณไม่เคารพตัวเองแล้ว”
พูดถึงวงการแล้วหัวหน้าวงดอนผีบินก็กลับมามองดูตัวเองต่อ
เราทำมา ๖ ชุด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติสุดๆ แล้ว จะทำต่ออีกก็เหมือนเหยียบรอยเท้าเดิม จึงหยุดพักแล้วไปคลี่คลายปัญหาในจิตวิญญาณ ก็อย่างที่ออกมาทำอยู่ทุกวันนี้ วางหมดเลย กีตาร์ ดนตรี ออกมาค้นหาวัตถุดิบใหม่ ที่ลึกขึ้น ละเอียด สุขุมขึ้น
ขุดดิน ปลูกข้าวโพดไป เขียนเพลง วันเดียวอาจได้ ๓ เพลง บางทีทั้งปีไม่ได้สักเพลง ก็ปล่อยไป สุดแท้แต่ธรรมชาติจะให้ ไม่บีบคั้นบังคับ นี่ ๕ ปีล่วงเลยมายังไม่เสร็จ ไม่ต้องรีบออก ไม่ห่วงธุรกิจ ไม่ห่วงเงิน ไม่ห่วงชื่อเสียง แฟนเพลงจะล้มตายไปก็ไม่ห่วง ถ้าจริงใจต้องอดทนรอ แม้แต่คนผลิตงานก็อดทน พี่น้องในวงก็ทำมาหากินไป เขารู้ว่าจะมาหวังเป็นดารา หวังเงินมากอง ไม่ได้ อย่าหวังโว้ย ! แต่เรามีความงดงามที่ความอิสระ
งานชุดใหม่ ตอนนี้ทำเสร็จไปราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แนวธรรมชาติเหมือนเดิม เป็นดอนผีบินเหมือนเดิม แต่เยือกเย็นขึ้นตามวัย ซับซ้อนละเอียดอ่อนขึ้น ความหนักหน่วงอาจแยบยลขึ้น เนื้อดนตรีสดใส งดงาม สุขุม
เราตั้งใจว่าจะวางงานสัก ๓ ร้านก็พอ ตามร้านเทปใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ที่เรารู้จัก ถ้าไปเข้ากับบริษัทยักษ์ใหญ่ เขาอาจปั๊มเท่าไรก็ได้ เราตรวจสอบจำนวนไม่ได้ เรารวบรวมงานมา ๕-๖ ปี แต่เขาอาจปั๊มได้ในนาทีเดียว เราก็เลยจะผลิตเองขายเอง เราไม่พะวงกับยอดขาย ขายได้สักหมื่นแผ่นก็ภูมิใจในลิขสิทธิ์จิตวิญญาณที่เราทุ่มเท ภูมิใจว่าเลือดเราไม่ถูกสูบ ลิขสิทธิ์ยังเป็นของเรา ลูกหลานต้องสืบทอด เงินสิบล้าน แป๊บเดียวก็ใช้หมด แต่ลิขสิทธิ์มันสำคัญมาก เพื่อนมาหามาเยี่ยมได้แจกเพื่อน มันมีคุณค่ากว่า
“พี่น้องในวงเขาใช้ชีวิตส่วนตัวเหมือนครูไหม ?” ฉัตรชัย เพื่อนในทีมของเราอีกคนถามขึ้นกลางความเงียบ
คำถามของเขาเป็นประโยชน์มาก ตั้งแต่พูดคุยกันมา หัวหน้าวงยังไม่ได้เอ่ยถึงมือกลอง (น้องคนกลาง) กับนักร้องนำ (น้องสุดท้อง) อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย
พี่ชายคนโตพูดถึงน้องๆ ทีละคน
ตอนที่ผมมาอยู่ที่กระท่อมนี่ใหม่ๆ มือกลองเคยมาเยี่ยม มาเห็นสภาพที่ผมอยู่ก็ว่า “อยู่ได้อย่างไร มันจะปลอดภัยไหม” เพราะตัวเขาออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในเมืองตั้งแต่หลังจบ ป. ๖ ไปอยู่โรงเรียนประจำในตัวจังหวัด จบ ม.ศ. ๕ ก็สอบเอนทรานซ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันแต่งงานตั้งรกรากอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เขาฟังเพลงฝรั่งได้เหมือนเพลงไทย
ส่วนนักร้อง-น้องคนเล็ก ก็ชอบศึกษาเรียนรู้ เขาเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ตอนนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ภาษาฝรั่งเขาก็โอเค
ผมเองอยู่ในหมู่บ้านกับพวกญาติพี่น้องผู้ใหญ่มาตลอด อยู่กับป่า เก็บเห็ด ทำนา ผมรับมาจากธรรมชาติโดยตรง
เลิกฟังเพลงมาราว ๗ ปีแล้ว ในบ้านไม่มีเทปคนอื่น เพราะไม่ได้ฟัง เมื่อก่อนฟังเพื่อศึกษาวิธีการ แต่ตอนนี้ เรามีเส้นทางของเรา แต่ถ้าจะซื้อหามาฟังหรือให้นั่งฟังก็จะฟังลูกทุ่ง เพลงอีสานเป็นส่วนใหญ่ เพราะความเป็นศิลปะพื้นบ้านจะเต็มร้อย ชัด ไม่ได้ลอกใครมา นี่ทำให้เราชอบ
ทีวีไม่เคยดูเลย นั่งดูทีวี เวลาหายไปๆ ยิ่งวัยเราขนาดนี้ เวลามีค่ามาก
หนังสือ หลังจากมีลูกไม่ได้อ่านเลย เพราะตาเริ่มอ่านไม่ได้ และไม่ค่อยมีเวลาอ่าน วาดรูปนี่ยังทำสม่ำเสมอ และต้องปั้นวัยรุ่นมาสืบทอดเจตนารมณ์
ภารกิจของดอนผีบิน คือระบบนิเวศที่เราต้องดำรงชีวิตอยู่ ก็จะทำภารกิจนี้ไป ใช้ดนตรีเป็นสื่อในการอนุรักษ์ การพูดถึงความหนักหน่วงความมืดมนในสังคมจะมีอยู่เท่าเดิม แต่ดนตรีอาจแปลกออกไป เนื่องจากผ่านวันวัย มีความคิดละเอียดขึ้น ดนตรีก็อาจะมีการเสริมให้แน่นขึ้น นี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราระวังในการออกงานใหม่
ออกมา ๖ ชุดเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมหมด ถ้าไม่มีข้อมูลใหม่ หรือวิถีของโลกที่เปลี่ยนไปใหม่ๆ ไม่ศึกษาดีพอ ก็จะมาตายตรงนี้ จะทำอย่างไรให้ไม่เหยียบรอยเท้าเดิม
ในแง่ของศิลปิน มันต้องหนีตัวเองอยู่เรื่อยๆ ถ้าไม่หนี จะอยู่จุดเดิม แล้วจะรู้เลยว่ามันไม่ลึก สู้ของเก่าไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าข้อมูลเราไม่เต็มไม่พอ เวลาไม่สามารถมาควบคุมจิตวิญญาณเราได้ ความคิดที่ว่าแก่แล้วนะต้องรีบคิดนะ ความคิดพวกนี้ไม่มีทางมาครอบคลุมความคิดจิตวิญญาณสร้างสรรค์ได้
ถึงมีเพลงอยู่ ก็ไม่คิดว่าต้องรีบบันทึก แฟนเพลงรออยู่ ต้องรีบขาย นี่ไม่คิด แต่คิดว่า ๕ ปีไม่ออก ไม่เป็นไร ๑๐ ปีก็ไม่เป็นไร ก่อนตายออกอีกเพียงชุดเดียวก็ไม่เป็นไร
นี่เป็นปรัชญาของวงที่ไม่ค่อยได้พูดบ่อยนัก ไม่ค่อยมีใครถาม อาจเพราะกลัวหรือเกรงใจ หรือคิดว่าละลาบละล้วงเยอะไป แต่ถ้าได้คุยกันก็ไม่มีอะไร พูดคุยกันง่ายๆ สบายๆ มีอะไรถามก็คุยกัน
พอได้ชื่อว่าเป็นศิลปิน บางคนทำตัวให้เข้าถึงได้ยาก อาจเป็นการสร้างภาพให้ดูขลัง ทุกวันนี้ดูกันแต่เปลือก สำคัญที่สุดมันต้องดูกันที่งาน งานที่เข็นออกมาจากภายใน จากจิตวิญญาณ ความเป็นตัวตนของคนคนนั้นจริงๆ อย่าง ไมเคิล แองเจโล วันๆ อยู่แต่กับการแกะหิน หนวดเครารุงรัง แต่ตัวงาน โอ้โห ! ออกมาระดับโลก อยู่ได้เป็นพันๆ ปี เป็นอมตะ
อย่างที่คุณเห็น—ผมอยู่กับวิถีง่ายๆ พูดคุยกับคนได้ทุกชั้น เป็นพี่น้อง เป็นเพื่อนกันได้ สำคัญอยู่ที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันได้
อาจมีแฟนเพลงนึกภาพไปว่า มือกีตาร์ฝีมือระดับดอนผีบินคงต้องอยู่คฤหาสน์ ไม่มาเห็นคงไม่เชื่อว่ามือกีตาร์ยังแบกจอบ ขุดดินอยู่เลย ไม่แน่คอนเสิร์ตครั้งต่อไป ผมอาจใส่ชุดทำสวนขึ้นเวที เอาจอบเอาเสียมขึ้นไปด้วย ทำงานแบบนี้ก็ต้องแสดงออกแบบนี้ มันจริงใจดี

ไม่เฉพาะแต่ถ้อยคำที่เขาพูด
ในบุคลิก ท่าที ตลอดถึงวิถีชีวิตประจำวันที่ได้เห็นในช่วงเกือบสัปดาห์ที่ได้คลุกคลีกันมา
ข้าพเจ้ากับเพื่อนเห็นในความสมถะเรียบง่ายของเขา ฉัตรชัยพูดซ้ำอยู่หลายครั้งว่า
ถ้าแฟนเพลงมาเห็นจะตกใจไหมที่เห็นมือกีตาร์ขวัญใจของเขา แต่งตัว กิน อยู่
แบบนี้ ส่วนประเวชนั้นติดใจในงานประติมากรรมขนาดยักษ์ใต้เพิงหลังสูงด้านหน้าบ้าน
ที่คนภูไพรทำเตรียมไปตั้งไว้ตามสี่แยก ปลูกจิตสำนึกเรื่องการต่อต้านสุรา
เป็นอีกเรื่องที่ข้าพเจ้าเพิ่งนึกขึ้นได้--พบกันหนนี้ไม่มีเหล้า
ข้าพเจ้าเลี่ยงไปถามถึงสุขภาพของเขา
“ไม่ดื่มเหล้าแล้ว นอนดึกก็ไม่ไหว อาหารเน้นไปทางผัก ปลูกเองกินเอง เราต้องถนอมสุขภาพ กลัวไม่มีแรงทำงาน ใจนั้นยังพุ่ง แต่กำลังอาจไม่ค่อยเต็มที่”
ชีวิตประจำวันของ สมบัติ แก้วทิตย์ ในทุกวันนี้ ไม่มีงานประจำ นั่นหมายถึงว่าเขาก็ไม่มีรายได้ประจำด้วย
“อาศัยค่าตอบแทนจากการรับงานทำป้าย พออยู่ได้ไปเป็นเดือนๆ ลูกยังเล็ก เมียก็อยู่กับบ้าน ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก ก็คิดอยู่เหมือนกันว่า ในอนาคตถ้าลูกโต ต้องมีค่าเล่าเรียนเยอะขึ้น เราคงต้องเตรียมรับ ถึงตอนนั้นวิถีทางของเราก็คงต้องเปลี่ยนไป”
แต่ลึกๆ ครูก็เชื่อว่า การที่เราทำทุกอย่างในวันนี้อย่างดีที่สุด ทั้งต่อตนเองและต่อสังคม มันก็น่าจะเป็นฐานอันเอื้อต่ออนาคตที่ดีอยู่โดยตัวของมันเอง--ใช่ไหม ?
“ผมไม่มีบ้านถาวรที่ใหญ่โตโอ่อ่า ไม่มีรถหรูๆ ผมคิดว่าการดำรงชีวิตที่ดีไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านเลิศหรู การหลับนอน กินอยู่ ไม่มีความหมาย ให้ชีวิตวันๆ ผ่านไปอย่างมีค่า ก็ตามปรัชญาที่ผมเขียนไว้ว่า ศรัทธายึดมั่นในวิถีธรรมา เป็นคนภูไพร ไม่มีอะไรหรูหรา เป็นทางที่เลือกแล้ว ไม่คิดอะไรมากกว่านี้”
เช้าวันต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙
ข้าพเจ้ากับเพื่อนควบม้าดีเซล นิสสัน เทอราโน เลียบลงมาตามฝั่งลำน้ำน่าน จากหมู่บ้านดอนตัน ผ่านตัวจังหวัดน่านและอำเภอเวียงสา มาสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ ที่เด่นชัย มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ครูสมบัติออกมาส่งเราที่หน้าประตูรั้วบ้านก่อนจะไปสู่งานการประจำวันของเขา
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังปลูกดินสอบนหน้ากระดาษ-เขียนถึงเขาอยู่นี้ ชายร่างสูงโปร่งผมยาวคนนั้นคงง่วนอยู่กับงานปลูกจิตสำนึกผ่านการสอนศิลปะให้แก่เด็กๆ อยู่ที่ไหนสักแห่ง หรือไม่ก็อาจกำลังขุดดินปลูกต้นไม้อยู่แถวดอยยาว-ต้นแม่น้ำน่าน
ยามได้อยู่กับงานที่รักอย่างนั้น--คนภูไพรจะดูสง่างามที่สุด

ปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙
ข้าพเจ้าได้ข่าวอุทกภัยแถบริมฝั่งน้ำน่าน ตั้งแต่ตอนบนของจังหวัดเรื่อยลงมาจนถึงอำเภอเวียงสา
ข้าพเจ้าโทรศัพท์หาครูสมบัติหลายครั้งในช่วงหลายวันนั้น แต่ไม่สามารถติดต่อกันได้ ก็ยังนิ่งนอนใจว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรง ข่าวไม่รายงานความรุนแรงถึงขั้นมีคนสูญเสียชีวิต อีกอย่างหมู่บ้านของครูและชุมชนอื่นๆ ในแถบนั้นก็ตั้งอยู่บนเนินดอนสูงขึ้นจากที่ราบลุ่มฝั่งแม่น้ำ
ท้ายสุดข้าพเจ้าติดต่อกับแม่ของครูได้
ข้าพเจ้าบอกว่าอยากขอพูดสายกับเขา
โทรศัพท์ถูกส่งถึงมือครูในทันที เขาอยู่ที่บ้านของแม่แล้ว
“เป็นไงบ้าง อยู่ที่กรุงเทพฯ คงสบายดีนะ” น้ำเสียงครูรื่นเริงเหมือนเคย
“ครับ แล้วครูเป็นอย่างไรบ้างครับ ผมได้ข่าวน้ำท่วมที่ท่าวังผา ?”
“อือ ในศูนย์ฯ ที่มาเห็นน่ะ ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้วนะ”
“......”
“น้ำพาไปหมด ศูนย์ฯ เหมือนเป็นบ้านร้าง”

ข้าพเจ้าอึ้งขณะฟังครูเล่าเหตุการณ์ไปเรื่อยในน้ำเสียงเป็นปรกติ น้ำเริ่มมาราวช่วงตีสอง เอ่อขึ้นมาถึงถนนหน้าหมู่บ้าน แต่นั่นถือเป็นเหตุการณ์ปรกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำแทบทุกฤดูฝน ครูยังไม่นึกเอะใจ คิดไปว่าเดี๋ยวมันก็คงลดเหมือนอย่างปีก่อนๆ แต่ปีนี้ไม่อย่างนั้น ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไหลหลากเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว หยิบจับเอาอะไรไม่ทัน ครูคว้าได้แต่กีตาร์ ๒ ตัว พาลูกเมียไปพึ่งบ้านแม่ ซึ่งครูเล่าว่าเหลืออีกราวสักศอกน้ำก็จะท่วมถึงชั้นสอง
“หมดเลย ข้อมูลทุกอย่างที่ทำรวบรวมสะสมไว้ ไม่มีอะไรเหลือสักอย่าง รถจอดจมน้ำอยู่ ๓-๔ วัน เทป ซีดี แม้แต่กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือก็หยิบมาไม่ทัน” เสียงครูไหลมาตามสายโทรศัพท์ของแม่
ครูได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็น แม้แต่คนแก่คนเฒ่าของหมู่บ้านก็ยืนยันว่านับแต่ปี ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ไม่เคยมีน้ำท่วมใหญ่อย่างนี้ กระแสน้ำสีโคลนขุ่นคลั่กไหลบ่าไปทั้งทุ่ง ลามขึ้นมาถึงในหมู่บ้าน ท่วมนองข้ามวันข้ามคืน ต้นข้าวอ่อนในนาที่กำลังแตกกอหายวับไปกับกระแสน้ำเกรี้ยวกราด ถนนเลียบแม่น้ำจากอำเภอท่าวังผาลงมายังหมู่บ้านถูกตัดขาด ชาวบ้านอดอยากต้องพึ่งปลากระป๋อง ของแห้ง อาหารซอง ที่มีคนนำเข้ามาช่วยเหลือ เคราะห์ยังดีอยู่บ้างก็ตรงที่เหตุการณ์ไม่ร้ายแรงถึงขั้นมีคนเสียชีวิต
อุบัติการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนตอนตัวอย่าง ของการล่มสลายใหญ่หลวงดังขุมนรกที่ดอนผีบินพร่ำพูดและร่ำร้อง ผ่านบทเพลงมานานนับทศวรรษ
ภาพที่เขาเฝ้าพร่ำบอกได้เกิดให้เห็นจริงแล้ว
และก็เช่นเดียวกับการลงทัณฑ์ทุกครั้ง ธรรมชาติไม่เคยเลือกหน้าว่าผู้รับโทษทัณฑ์อาจเป็นผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วย และไม่ละเว้นแม้แต่กับคนที่ทำงานเพื่อปกป้องธรรมชาติมาเกือบครึ่งค่อนชีวิต
“จากนี้คงต้องเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ทั้งหมด เพลงชุดใหม่ที่ทำเสร็จไปแล้วราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็หายไปกับเครื่องคอมฯ ที่ว่าอาจจะออกชุดใหม่ได้ในช่วงปลายปีนี้ก็จะไม่มีแล้ว”
“พี่น้องในวงเขาว่าอย่างไรกันบ้างครับ ?” ข้าพเจ้าถาม--อย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี
“ไม่ว่าอะไร เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ดอนผีบินเป็นแบบนี้ ทุกอย่างขึ้นกับธรรมชาติ”
“ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ”
ข้าพเจ้าพูดกับคนภูไพร-ผู้ยึดมั่นในวิถีธรรมาได้เท่านั้น--และมั่นใจว่าหลังจากนี้ เขาจะยังคงเดินไปตามเส้นทางทั้งสองสาย ทั้งบนหนทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและบนถนนดนตรี
ข้าพเจ้ารับรู้ถึงปณิธานของเขา จากคำประกาศในบทเพลง “ผ่านวัน”
เหนื่อยเหน็ดเพียงไหน ใจคนยังทนอยู่ บนพื้นดิน ฟ้ากว้าง
สร้างวันสร้างฝัน ร่วมกันฟันฝ่า ฝันไม่เคยโรยรา จากใจคน
และแล้ววันคืนเริ่มจากฟ้า และแล้วเวลาลาจากจร ใจคนทอดถอน ถึงวัน
เส้นทางสร้างฝัน มันดูแสนสั้น ชีวิตคนร้อยพัน สับสน ดิ้นรน ตามกระแส ท่ามกลางสายธารความผันแปร ไม่มีแพ้พ่าย
โอ...ไม่มีคน ไม่มีใครหยุดยั้ง ยังคงก้าวไป
ไกลสุดเพียงไหน ผ่านวันทุกข์ทนปานใด ไม่หวั่น

ความรักของซาตาน
แนวเพลงส่วนใหญ่ของดอนผีบินจะออกไปในทางหนักหน่วง ดุดัน บางทีก็รุนแรงไปถึงขั้นที่เปรียบกันว่าชะโงกหน้าเข้าไปเห็นขุมนรก
และก็มีสาวกบางส่วนเรียกขานพวกเขาว่า “ซาตาน” อย่างเต็มปากเต็มคำ
สมบัติ แก้วทิตย์ (มือกีตาร์ หัวหน้าวง) บอกว่าบรรยากาศที่หลอกหลอน
เกรี้ยวกราดอย่างน่าหวาดกลัวในบทเพลงนั้น เป็นสภาพการณ์ของสังคมที่เขามองเห็น
และกำลังสื่อสารสะท้อนภาพเหล่านั้นกลับไปให้สังคมรับรู้ โดยตัวตนที่แท้จริงของเขาคือความสดใส
นุ่มนวล อยู่ในโลกธรรมชาติที่เงียบสงบ เหมือนภาพศิลปะของเขาที่ล้วนสะท้อนความงดงามเยือกเย็นของธรรมชาติ
และหลายประโยคถัดจากนี้เป็นมุมมองในเรื่องความรักตามทัศนะของเขา
“มุมมองของความรัก เมื่อยังไม่เจอกันเป็นเรื่องน่าโรแมนติก แต่นั่นคือเปลือก ความรักในความเป็นจริงเมื่อได้สัมผัสและอยู่ร่วมกัน จะพบว่าความรักที่แท้คือร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นตาย เจ็บป่วย ทดแทน ต่อสู้ร่วมกันจนถึงที่สุด นั่นคือความรักที่แท้จริง เรื่องความสวยงามนั้นเป็นสิ่งที่หลอกลวงเรา
“ชีวิตที่เดินทางพเนจรอิสระของผม ไม่ค้นหาตัวเลือก ผมมีความเชื่อว่าบนวิถีทาง กาลเวลาที่เดินไป สักวันหนึ่งคนที่ใช่จะเข้ามา อาจมาตอนเราอายุ ๒๐ หรือ ๕๐ หรือบางทีอาจไม่เจอก็ได้ เจอคนที่ไม่ใช่ แต่งงานกันไปไม่มีประโยชน์เดี๋ยวก็แยกกันอีก
“ผมไม่เคยคิดว่าพร้อมแล้ว จะต้องมีครอบครัวแล้วนะ มุ่งแต่ทำงาน บังเอิญมาประจวบเหมาะเจอคนที่เข้ากันได้ทางแนวคิด พูดคุยกันได้ ก็เลยตกลงกัน
“ไม่มีการแต่งงาน ไม่มีการทำพิธี ไม่จดทะเบียน อยู่ด้วยใจกันมาเรื่อยๆ ความจริง ปรัชญาการดำรงชีวิตของเราไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว อยู่ที่ใจอย่างเดียว ไม่ยุ่งกับหลักฐานอะไร
“เราจะแหกจะหลุดออกจากเรื่องกฎเกณฑ์สังคม วัฒนธรรม ประเพณี
เราไม่แคร์เรื่องที่ใครกล่าวหา
เราหลุดออกไปหมดเลย ไม่เครียด ไม่กังวลกับสิ่งเหล่านี้
ถ้าเราไปยึดติดก็จะเป็นกังวลและทำให้เราพุ่งเป้าไปได้ช้าเพราะปัญหาพวกนี้
“เราค้นหาสิ่งที่นอกเหนือทางโลก เป็นพลังที่ใสบริสุทธิ์ ปลดปลง
และว่างเปล่า ไม่มีกฎเกณฑ์การวางแผนและการครอบงำ”