

บินไปสู่ภูไพร กับค้างคาวดนตรี ตอน 2
ทอดจากตัวอำเภอท่าวังผา ข้ามแม่น้ำน่านมุ่งไปทางอำเภอสองแคว ราว ๑๕ กิโลเมตร ก็มาถึงหมู่บ้านปางสา
พื้นที่ปฏิบัติการปลูกจิตสำนึกของครูสมบัติ แก้วทิตย์ เริ่มจากแถบนี้เข้าไปทางฟากซ้ายของถนน ลึกเข้าไปจนถึงตีนดอยยาวเป็นระยะทางร่วม ๒๐ กิโลเมตร
ป้ายภาพเขียนสีบนแผ่นกระดานขนาดใหญ่เท่าฝาบ้านติดตั้งอยู่ตามริมถนน เนื้อในภาพเป็นเรื่องราวความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ทิวทัศน์ที่สวยงาม ภาพชีวิตเรียบง่ายตามแบบของชาวชนบท ชีวิตสัตว์ป่า ฯลฯ บางภาพอาจมีข้อความที่สื่อความหมายถึงการเรียกร้องและปลุกเร้าให้ยึดมั่นอยู่ในวิถีแห่งธรรมชาติ
“ใช้เทือกเขาเป็นห้องแสดงงานมาเป็นสิบๆ ปี ครูไม่คิดจะไปตามแกลเลอรีหรูๆ ในเมืองบ้างหรือ ?” ระหว่างนั่งรถเข้าพื้นที่ด้วยกัน ข้าพเจ้าอยากใช้เวลาช่วงเดินทางให้เป็นประโยชน์ไปด้วย
ศิลปินคนภูไพรทอดสายตาไปที่ภาพเขียนที่ติดตั้งอยู่ข้างทาง
ผมไม่เคยมีแก่จิตแก่ใจจะเขียนภาพเพื่อแสดงงาน ตอนเขียนภาพคิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าเขียนเสร็จเราจะมีความสุขกับภาพนั้น เขียนเสร็จได้ห้อยไว้ข้างฝา เราพอแล้ว ไม่คิดถึงการขาย การโชว์ ไม่คิดถึงแกลเลอรีอะไรทั้งนั้น
ความคิดนี้สะสมกลายมาเป็นสื่อสิ่งแวดล้อม อะไรที่ทำอุทิศให้สิ่งแวดล้อมหมด ภาพทุกภาพที่เป็นไอเดีย จะคลี่คลายไปสู่ป้ายภาพขนาดใหญ่เพื่อติดตั้งในชุมชน ติดตั้งตามข้างถนน
คนมาเห็น เขาบอก “นี่เป็นการแสดงงานแบบสุดยอดเลย บนแกลเลอรีระดับโลก”
ขุนเขาเป็นแกลเลอรีของเรา ไม่ต้องอยู่ในโชว์รูมที่สวย ติดแอร์หรูหรา
คนดูงานของผมอาจเป็นล้านๆ สายตา จากอำเภอท่าวังผามาถึงหมู่บ้าน คุณคิดดูว่าภาพหนึ่งในหนึ่งปี มีคนเห็นกี่คน กับภาพในแกลเลอรีราคาเป็นแสน มีกี่คนที่ไปดู ? คงไม่เท่าไหร่ ? คนดูของผมมีทุกประเภท ดูแล้วได้ทั้งเนื้อในภาพ จิตสำนึก ข้อความในภาพ นี้คือภาพที่เรียบง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีแบบแผน แต่ตั้งปุ๊บ คนเห็นเป็นแสน
ผมภูมิใจว่างานทุกอย่างที่เราเขียนคือการรับใช้ คืนไปสู่ธรรมชาติ เราได้อยู่อาศัย ได้แรงบันดาลใจ จนเกิดแนวคิดในการเขียน เกิดผลงาน สุดท้ายคืนสู่ธรรมชาติทั้งหมด
ป้ายภาพหลายชิ้นของคนภูไพรที่เพิ่งผ่านสายตาข้าพเจ้า เป็นภาพที่เน้นความงาม เขียนด้วยเทคนิครูปแบบง่ายๆ สื่อความหมายตรงไปตรงมา เปรียบได้กับเพลงลูกทุ่ง
ข้าพเจ้าพูดออกไปตรงๆ ว่าดูเหมือนเชยๆ
คนภูไพรไม่โกรธ--และไม่กังวล
ธรรมชาติเป็นความเรียบง่าย ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องมีขั้นตอนเยอะ หรือต้องเป็นสูตร ว่าต้องยากอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นงานของผมที่ออกมาจะเรียบง่าย รับได้ตั้งแต่ระดับชาวบ้านขึ้นไป ผมอยากให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะคนชนเผ่าที่การอ่านการเรียนอาจค่อนข้างน้อย ประทับใจในภาพของผม หรือแม้แต่คนไม่รู้หนังสือก็ดูได้รู้เรื่อง ไม่ต้องไปโชว์ว่าเป็นแอ็บสแทร็กต์ นั่นคนรับได้ยาก ของผมจะเป็นแบบลูกทุ่ง เขียนออกมาแล้วมีความสุข ชาวบ้านชอบ พอแล้ว ไม่คิดว่าอันนี้เกรดต่ำ อันนั้นเกรดสูง ไม่รู้ด้วยว่าจะวัดกันอย่างไร
ตั้งแต่ผ่านทางเข้ามา เห็นงานขนาดใหญ่จำนวนมากมาย ข้าพเจ้าเกิดความสงสัย “ทั้งหมดนี่ครูทำเองคนเดียวหรือครับ ?”
“การทำงานของผมไม่มีโครงสร้าง ศูนย์ปฏิบัติการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมโลก ภูสันตะวันลับฟ้า มีผมคนเดียว ไม่มีคณะกรรมการ ไม่มีงบประมาณสนับสนุน เป็นการทำงานที่สวนทางกับระบบราชการ ของเขาจะทำอะไรต้องมีงบประมาณ ต้องมีแผนงาน ของเราทำด้วยใจ ก็รอดมาได้เป็นระยะ และเป็นประโยชน์กับสังคม”
เขาเล่าด้วยว่า ทำมานานจนมีคนมาเห็น ตอนหลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากหน่วยจัดการต้นน้ำในพื้นที่ ช่วยออกทุนค่าสีค่าแผ่นไม้ให้บ้าง และสร้างหลังคาที่ตั้งป้าย ช่วยให้แผ่นภาพมีอายุยืนนานขึ้น
“แล้วที่ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เห็นนรกอยู่ตรงหน้าล่ะ ?”
ครูสมบัติบอกให้ทบทวนดูสองข้างทางที่เราผ่านเข้ามา นับตั้งแต่ข้ามแม่น้ำน่านมาจากท่าวังผา
ท้องทุ่งและเนินเขาสองฟากถนนกลายเป็นไร่ข้าวโพดโล่งโจ้ง
“เหลียวไปทางไหนเห็นแต่สารเคมี แม้บนที่ลาดชันก็เปิดหน้าดินกันจนแทบไม่เหลือ เอายามาพ่น ปลูกข้าวโพด ผมมองทุกอย่างไม่ใช่แค่ทางสายตาเท่านั้น ผมใช้ใจกระทบมัน ในความรู้สึกผมเห็นสารเคมีไหลลงมาเป็นสีแดง แล้วนี่คือแหล่งกำเนิดสายน้ำอันยิ่งใหญ่ ถ้าที่นี่เสีย ที่ปลายน้ำก็เสีย ใจก็กังวลว่ามันต้องล่มสลายถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง นี่เป็นความเจ็บปวดทางจินตนาการ เจ็บปวดไปหมด ทำให้อยู่ไม่สุขแล้ว ต้องดิ้นรนทำโดยไม่ต้องมีใครบังคับ”
ครูสมบัติเว้นวรรค ระบายลมหายใจยาว ก่อนจะพูดต่อ
“จากนี้ลึกเข้าไปจนถึงหมู่บ้าน สถานการณ์ก็ไม่ต่างกัน นับตั้งแต่ถนนหนทางสะดวกขึ้น รถยนต์วิ่งเข้าออกได้ตลอดทั้งปี หมู่บ้านก็กลายเป็นที่ปลูกพืชพาณิชย์ พ่อค้าคนกลางเอาเงินมาให้กู้ลงทุน เอายา เอาเมล็ดพันธุ์มาให้ ชาวบ้านชอบมาก เกิดการใช้สารเคมีกันอย่างมโหฬาร”
“ที่ครูทำมายาวนานหลายปีมันล้มเหลวหรือ ?”
“มันมีการผลัดเปลี่ยนรุ่น พวกผู้ใหญ่ที่เคยทำมาด้วยกันแก่เฒ่าไป คนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นผู้นำ เขาอาจไม่ได้รับการปลูกฝังความรักธรรมชาติ ก็เริ่มไม่เอาด้วย เอาเงินเป็นตัวตั้ง ชอบความสะดวกมากกว่า ยอมเป็นหนี้สิน เอาสารเคมีมาลง เกิดผลกระทบอย่างไรไม่สนใจ เราก็คิดว่าต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่”
“ที่นับเป็นยุคที่ ๒ ในการทำงานของครู ?”
“ใช่ ก็ช่วงที่คุณเข้ามาเจอผมเมื่อครั้งก่อน”
“เปลี่ยนแนวทางไปอย่างไรครับ ?”
“เน้นเรื่องการปลูกจิตสำนึก ถ้าเราปลูกฝังความรักธรรมชาติลงในจิตใจเขาได้ มันจะอยู่กับเขาตลอดไป นอกจากสื่อผ่านภาพศิลปะ ทุกวันศุกร์ผมจะเข้าไปสอนเด็กตามโรงเรียน สอนวิชาศิลปะแล้วสอดแทรกเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย”

[ แม้ลาออกจากราชการมากว่าสิบปีแล้ว ครูสมบัติยังคงอาสาสอนวิชาศิลปะให้แก่เด็กนักเรียนในพื้นที่ หลักการสอนของครูคือให้เด็กๆ กล้าถ่ายทอดงานออกมาตามที่คิด ภาพวาดของบรรดาลูกศิษย์จึงแตกต่างกันอย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งในแง่แนวคิด เทคนิค วิธีการ บางชิ้นเคยนำออกแสดงถึงในต่างประเทศ ]
ลึกจากทางหลวงหมายเลข ๑๑๔๘
ที่บ้านปางสาเข้าไปจนถึงดอยยาว มีชุมชนคนภูเขาเผ่าเมี่ยน (เย้า) ตั้งอยู่ ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านน้ำลักใต้ บ้านน้ำกิ และบ้านสันเจริญ ที่ครูสมบัติเคยเข้ามาเป็นครูอยู่เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน
บ้านสันเจริญกับบ้านน้ำกิตั้งอยู่ชิดติดตีนดอย ป่าไม้สายน้ำจึงยังคงความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้มากกว่า ขณะที่หมู่บ้านน้ำลักใต้ซึ่งอยู่ห่างออกมา ตั้งชุมชนอยู่กลางเนินเขาซับซ้อนที่แทบไม่มีไม้ใหญ่หลงเหลือ จนเมื่อชาวบ้านเริ่มทำการอนุรักษ์ รายรอบหมู่บ้านจึงร่มรื่นขึ้นเป็นลำดับ
งานของครูสมบัติในยุคที่ ๒ ขยายมายังหมู่บ้านนี้ด้วย
เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดความรู้ วางแผนหาแนวทางทำงานร่วมกับครูในโรงเรียน และอุทิศเวลามาช่วยสอนวิชาศิลปะให้แก่เด็กๆ
และก็เช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นๆ ที่ครูสมบัติเคยทำมา งานนี้ครูยังคงใช้ทุนส่วนตัวโดยไม่มีการของบประมาณจากที่ใด
ต่อมาเมื่อเห็นว่าการปลูกจิตสำนึกคนบนที่สูงแต่เพียงส่วนเดียวคงไม่เพียงพอ ระยะหลังครูสมบัติจึงเข้าไปสอนตามโรงเรียนในหมู่บ้านพื้นราบด้วย
เป็นงานที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงและไม่ยากในความคิดของครู
“เราแค่สอนให้เขากล้าถ่ายทอดออกมาตามที่เขาคิด ศิลปะมันไม่มีถูกมีผิด เห็นผลงานของเขาเราก็ค่อยๆ ชี้แนะว่าลองทำอย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้างดูไหม งานของแต่ละคนที่ออกมาจึงไม่เหมือนกันเลย และงานของเด็กที่นี่จะแปลก แตกต่างทั้งแนวคิด เทคนิค วิธีการ ไม่เหมือนของเด็กทั่วๆ ไป”
งานสร้างสรรค์ของเด็กๆ ได้แสดงต่อสาธารณชนในวาระและสถานที่ต่างๆ เช่นเดียวกับงานของครู และเคยเผยแพร่ไปไกลถึงต่างประเทศ กระทั่งมีแหล่งทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาให้การสนับสนุนการสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนบ้านน้ำลักใต้
ส่วนในหมู่บ้านอื่นๆ ผลิตผลจากงานปลูกจิตสำนึกของครูก็เติบโตขึ้นมาเป็นสมาชิกรุ่นใหม่ของชุมชน ครูพูดถึงลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งที่บ้านปางสาด้วยความภาคภูมิใจ
“ลูกศิษย์จำนวนหนึ่งโตเป็นวัยรุ่นกันแล้ว ไม่ยุ่งเรื่องกินเหล้าเมายา เขากลับมาสู่ชีวิตพอเพียง ได้แนวคิดมาจากผม ไปตั้งกลุ่มอยู่ที่บ้านปางสา ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมใช้ชีวิตพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ทำเรื่องอนุรักษ์สัตว์ป่า เป็นตัวอย่างให้คนในหมู่บ้านมาดู นี่คือสิ่งที่เราหวังไว้ หวังการสร้างคน”


บนยอดเขานอกหมู่บ้านสันเจริญที่ตั้งกระท่อมของครูสมบัติ เปลี่ยนแปลงไปมากจนข้าพเจ้าจำไม่ได้แม้กระทั่งทางเข้า
เนินเขาโล่งๆ ทั้งลูกที่เคยมีแต่ทุ่งหญ้าปกคลุม มาบัดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยพุ่มไม้ยืนต้นแน่นหนาเป็นดง
แผ่พุ่มร่มครึ้ม ห่อคลุมกระท่อมปีกไม้ที่ตั้งอยู่กลางยอดเนินเสียมิดชิด
มองฝ่าเข้าไปแทบไม่เห็น จนกว่าจะลอดอุโมงค์ต้นไม้ขึ้นไปถึงริมชายคา


ต้นไม้พื้นบ้านจำพวกมะม่วง ขนุน มะขาม ที่ครูสมบัติทดลองเอาเมล็ดมาลงแซมไว้กับไม้ป่าตามธรรมชาติ ก็งอกงามยืนต้นอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน เสียงน้ำตกทิ้งสายลงจากโตรกผาในป่าต้นน้ำบนภูสัน ดังได้ยินมาถึงกระท่อม บางคราวก็มีเสียงนกป่าขับขานมาจากหลังดงไม้ และเสียงหริ่งเรไรระงมอยู่เป็นห้วงๆ ทั้งที่เป็นยามเที่ยงวัน
ครูสมบัติบอกว่าแทบทุกเพลงของวงดอนผีผิน เขาเขียนขึ้นที่นี่
“ทำงานอนุรักษ์ไป ผลของการอนุรักษ์ ผลของความเจ็บปวด คั้นออกมาเป็นงานศิลปะ ทั้งภาพเขียนทั้งเพลง” หัวหน้าวงดอนผีบินพูดพร้อมทำไม้ทำมือประกอบ เขามักออกท่าทางไปด้วยตลอดเวลาขณะพูด
ข้าพเจ้าเฝ้าฟังเรื่องที่เขาจะเล่าต่อ
ผมทำทั้งสองงานไปด้วยกัน ในภาคของดนตรี คนฟังจะสัมผัสได้ว่า งานของเราเกิดมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่งานที่นั่งในห้องแอร์แล้วสร้างภาพ มันออกมาจากความเจ็บปวด และตัวตนจริงๆ ของผม ซึ่งเป็นหัวหน้าวง เป็นคนแต่งเพลง กำหนดลายดนตรีทุกอัลบัม รวมทั้งออกแบบโลโก้ของวง ผมไม่เคยนั่งเขียนเพลงอยู่ในห้องที่เย็นสบาย และเพลงก็ไม่เคยมีจุดหมายเพื่ออย่างนั้น ผมอยู่อย่างนี้ คลุกคลีอยู่กับป่ากับเขา จอบ เสียม เพลงก็ออกมาจากจุดนั้น พลังนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนฟังประทับใจ
บางครั้งระหว่างนั่งพักเหนื่อยจากขุดดิน มันแวบขึ้นมาก็จดไว้ บางครั้งก็ได้ยินเสียงดนตรีจากธรรมชาติที่เป็นความงดงาม กลับบ้านไปก็เล่นกีตาร์ บันทึกเป็นเสียง จดจำไว้ เป็นครั้งๆ แต่ละอัลบัมจึงไม่เคยมีการกำหนดจุดหมายว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีการวางแผน ไม่มีสิ่งแอบแฝง ไม่มีอะไรปิดกั้น มันออกมาอย่างใสสะอาด
เพลงบรรเลงที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมสีสันอะวอร์ดส์ทั้ง ๒ ปีซ้อน ก็มาจากกระท่อมนั่นแหละ ดีดไปดีดมา เอาอันนั้นไปบันทึก แล้วก็ได้รางวัล ใครก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันไพเราะอย่างไร แต่ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าเหมือนอยู่กับสายน้ำ กับผืนดิน เพลงบรรเลงนี่ไม่ต้องคิดมากว่าจะต้องเข้าใจ เปิดฟังแล้วถ้าเกิดความรู้สึกว่าชอบ เย็น ก็เป็นอันจบ ศิลปะไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่ต้องไปสับสนว่าคนอื่นเขาจะว่าเราเสพไม่เป็น
เพลงที่ผมนำเสนอออกไป เบื้องหลังคือมาจากแรงบันดาลใจในธรรมชาติทั้งหมด เพลงของเราออกมาจากธรรมชาติ และคนที่มาฟังก็คงเป็นคนชอบธรรมชาติ
“ครูได้แบบอย่างมาจากไหนบ้างไหมครับ ?” ข้าพเจ้าแทรกคำถามอย่างเกรงใจ
เกรงใจกับการขัดจังหวะเรื่องเล่าที่กำลังลื่นไหล และไม่แน่ใจว่าจะเป็นการละลาบละล้วงหรือไม่
“ต้นแบบ-ไม่มี” หัวหน้าวงดอนผีบินตอบทันควัน “แต่อยู่กับเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้”
เขาเว้นวรรคคำพูด อาจเป็นห้วงที่เขากำลังหวนกลับไปในหุบเหวแห่งอดีต ควานหาความหลังเพื่อจะเอากลับมาเล่าใหม่ วงสนทนาเงียบ เราจึงได้ยินเสียงของพงไพร เป็นเสียงของนก กระรอก และสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่เราไม่เคยเห็นตัว รอบกระท่อมรกชัฏพอให้พวกมันอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ได้อย่างปลอดภัย เพียงลานรอบกระท่อมเท่านั้นที่เจ้าของคอยตัดแต่งจนเตียน แต่ในแง่ของความร่มรื่นดูไม่แตกต่างกัน ใต้ร่มไม้ทางด้านหลังกระท่อมที่เรานั่งคุยกันอยู่ก็แทบไม่มีแสงแดดส่องลงมาถึง ครูสมบัตินั่งอยู่บนชิงช้า ข้าพเจ้ากับเพื่อนบ้างนั่งเปลและนั่งบนพื้น ล้อมวงหันหน้าเข้าหากัน
ข้าพเจ้าหันมองหาลานที่เราเคยนั่งคุยกันเมื่อครั้งกระโน้น แต่ไม่ทันรำลึกนึกได้ ก็ถูกเสียงของคนภูไพรเรียกกลับมาสู่เรื่องที่ค้างไว้
พ่อผมเป็นศิลปินพื้นบ้าน เล่นสะล้อซอซึงเป็นงานประดับชีวิต เราก็ได้เห็น ซึมซับมา เล่นดนตรีมาแต่เด็กๆ รู้ว่านี่คือจิตวิญญาณของเรา อยู่กับสิ่งนี้มาตลอด
โตขึ้นก็รวมกลุ่มกับเพื่อนเล่นดนตรีในผับ ในที่สุดก็หันกลับมาดูตัวเองว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็แก่เฒ่าอยู่ในผับ แล้วเราควรอยู่ตรงไหน ก็แต่งเพลงเอง คิดเอง สร้างสรรค์เอง แต่ก็มายากตรงนี้...แล้วจะแต่งอย่างไร ดนตรีแนวไหน
เราฟังฝรั่งเยอะ แต่ฟังเพื่อให้เห็นแนวทางว่าโลกเขาไปอย่างไรกัน ที่เอามาฟังเราประทับใจว่าแต่ละวงเป็นลักษณะเฉพาะของเขา แล้วสุดท้ายก็ต้องย้อนมาถามตัวเองว่าตัวเราอยู่ที่ไหน การที่จะตอบตัวเองก็ต้องคิดขึ้นมา จะหลอกคนอื่นไม่ได้ และข้อสำคัญคือเราต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง มันหนีไม่พ้น เอาไปวางปุ๊บ แฟนเพลงเขาฟังเยอะกว่าเรา ได้กลิ่นอายสักหน่อย เขาจะรู้แล้วว่าลอกมาจากของใคร เขาเป็นนักฟังมากกว่าเราอีก
แต่ดอนผีบินออกมาไม่เหมือนใคร ไม่มีกลิ่นอายของใคร เพราะทุกอย่างคิดขึ้นเองหมด ไอ้ที่ฟังก็ฟัง แต่ไม่เอามา ต่อให้คนที่ช่ำชองเพลงฝรั่งมาฟัง รับรองไม่มีท่อนโซโลหรืออะไรที่เป็นของฝรั่งเลย มันมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งหมด มาจากความเป็นอยู่อย่างนี้
จริงอยู่ว่าเครื่องดนตรีเรายืมฝรั่งมา แต่เนื้อไม่ได้หยิบหรือลอกแบบใคร คิดขึ้นมาของเราเอง ถ้าฟังดอนผีบินจะได้กลิ่นอายชนบทของตะวันออก ทั้งเสียงกีตาร์ เสียงดนตรี เป็นกลิ่นอายของพื้นบ้านทางเหนือ
เราไม่เคยเข้าเรียนที่ไหนเลย เรียนมาจากจิตวิญญาณ แล้วเรานี่ชอบอยู่อย่างหนึ่ง คือถ้าหลักการว่าอย่างนี้ เราจะว่าไม่ใช่ ถ้าเขาบอกว่าคอร์ดนี้แล้วต้องไปคอร์ดนั้น เราบอกว่าไม่ใช่ คอร์ดนี้แล้วต้องไปคอร์ดโน้น เพราะฉะนั้นงานของเราที่ออกมาจะไม่เหมือนใครเลย นี่อยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนทำงานศิลปะต่อๆ ไป คุณทำงานต้องกล้าแสดงออก กล้าเป็นตัวของตัวเอง กล้คิดกล้าทำ ไม่ใช่ถูกครอบงำโดยคนที่ทำธุรกิจ นั่นคือไม่เป็นตัวตนแล้ว หลักการของศิลปะต้องไม่อย่างนั้น
เราสูงสุดในเรื่องกล้าแสดงออก กล้านำเสนอสิ่งใหม่ ไม่มีใครเทียบได้ในเรื่องการทำสิ่งใหม่-ในตอนนั้น ยิ่งเมื่อชุดสองออกตามมาก็เกิดการโกลาหลในวงการ แตกกระเจิงกันหมด ตะลึงตะลานว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่เจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ต้องเหลียวมองว่ามันเกิดอะไรขึ้นในวงการ แฟนเพลงกรูกันเข้ามาหาเพลงใต้ดิน ค่ายเล็กผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อจับตลาดนี้ วงเกิดใหม่ก็ผุดเป็นดอกเห็ดเหมือนกัน ตามขบวนที่เราปลุกวิญญาณขึ้นมา อาจเป็น ๔๐-๕๐ วง อันเดอร์กราวนด์เฟื่องขึ้นในบ้านเรา
แต่สำคัญอยู่ที่แนวคิดใครจะไกลกว่ากัน ใครมีเอกลักษณ์ของตัวเอง
เรื่องฝีมือนี่แค่พื้นฐาน ใครจะเก่งอย่างไร เล่นกีตาร์ได้อย่างเทวดาบิน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาตะลึงตะลาน นั่นแค่พื้นฐานที่คุณต้องนำไปสื่อ ความยิ่งใหญ่ของดนตรีคือ สื่อความคิดผ่านทางเสียงเพลง ไม่ใช่ปั้นโน่นปั้นนี่ขึ้นมาขาย ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้าน เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหมด อย่างนั้นมันสูบสังคม
แต่คนยุคใหม่นี่อาจเข้าใจผิดว่า อะไรก็ตามต้องเหนือคนอื่นหมด เล่นต้องเก่งกว่า ไม่ได้มองว่างานตัวเองผุดขึ้นมามีสไตล์ไหม มีเอกลักษณ์ไหม ไปซ้อนทับใครไหม ตัวเองจะรู้ดีว่าไปแอบเอากลิ่นของเขามาหรือไม่
รุ่นใหม่เป็นอย่างนี้หมด มาอย่างรวดเร็ว ใช้ภาพลักษณ์ของผู้บุกเบิก ฟังแล้วก็จับมาเลย อยากเหมือนวงนี้ก็ลอกแบบวงนี้ กลิ่นอายดนตรีก๊อบปี้มาเลย การแต่งตัวด้วย แต่ที่สุดก็หายไปในชั่วข้ามคืน
ผลงานได้รางวัลก็เป็นสิ่งดี น่าภูมิใจ แต่ก็ไม่ได้ไขว่คว้า ได้มาก็ช่วยเสริมกำลังใจ แต่ไม่ได้ยึดติด ปล่อยวาง ปลดปลงไปหมดแล้ว เลยไม่ค่อยสะทกสะท้าน ให้ก็รับ แต่ไม่เคยไปร่วมงาน
คราวได้สีสันอะวอร์ดส์ ตอนมอบรางวัล เจ้าของรางวัลถือมีดดายหญ้าอยู่บนภูเขา อย่างที่คุณมาเจอครั้งก่อนนั่นแหละ


ถ้อยคำของครูสมบัติพาข้าพเจ้าหวนกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง
นานเกือบ ๑๐ ปีมาแล้ว ข้าพเจ้ายังนึกถึงบรรยากาศในวันนั้นได้เลาๆ แต่จำลานที่ล้อมวงของเราไม่ได้เลย พื้นที่มันเปลี่ยนไปมาก
จนข้าพเจ้าต้องถามถึงเรื่องที่ไม่ค่อยจะเป็นเรื่องนี้จากเจ้าของกระท่อม
“ก็ตรงนั้นไง”
ครูชี้ไปที่ลานด้านหน้ากระท่อม
ถ้าเดินลอดอุโมงค์ต้นไม้ขึ้นมาตามทางจนสุดเนิน
ต้องผ่านลานนั้นก่อนถึงกระท่อม
ซึ่งบัดนี้รายรอบบริเวณเป็นที่หยั่งรากของแนวไม้ต้นเล็กต้นน้อยไปหมดแล้ว
สิ้นสงสัยเรื่องนี้แล้ว ข้าพเจ้ายังสนใจเรื่องที่ครูพูดค้างไว้ “ธุรกิจเพลงชั่วข้ามคืนที่ครูว่าน่ะเป็นอย่างไรครับ ?”
“เป็นการตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่
เป้าหมายของนายทุนก็รู้อยู่แล้วว่าคือกำไร เขาจะมองหาว่าอะไรขายได้
พอวางเทปปุ๊บ ก็ลงทุนโปรโมชันเป็น ๑๐ ล้าน โฆษณาออกทีวี
แล้วดูว่ายอดขึ้นไหม มีออร์เดอร์ไหม วัดจากการยิงโปรโมชัน ถ้ายิงแล้วขึ้น
มีโอกาสเปิดคอนเสริร์ต ถ้าหนึ่งเดือนไม่ขึ้น คุณกลับบ้านเถอะ
เทปที่ทำไว้ต้องใส่สิบล้อไปขุดหลุม ฝังกลบทิ้งทันที
เบื้องหลังของมันนี่โอ้โห ! ที่เห็นตามร้านใหญ่ๆ บางทีซีดีเพลงแผ่นละ ๒๐
บาท นั่นคือยอดไม่กระเตื้อง จะทิ้งก็เสียดาย”
“ชะตากรรมของใครกันล่ะนั่น ?”
“หลักๆ จะเป็นพวกแนวพ็อป"
ครูสมบัติให้ความเห็น แล้วตามด้วยบทวิเคราะห์ชำแหละวงการเพลงไทย ลากยาวทะลุไปถึงระดับโลก !
พ็อป
เป็นความบันเทิง ความสนุกสนานชั่วข้ามคืน พรุ่งนี้ถ้าสิ่งใหม่มา
ของเก่าถูกทิ้งไปเลย กลุ่มอื่นก็อาจจะเห็นว่าน่าเบื่อๆๆๆ ไร้สาระ
บันเทิงไปวันๆ ไม่มีอะไร ก็แยกแตกสาขาไปเป็นเพลงแนวพื้นบ้าน แนวร็อก
ร็อกก็มีสาขาแยกย่อยออกไปอีก ต่อชั้นขึ้นมาก็เฮฟวีเมทัล (heavy metal) จะต่อต้านร็อกหน่อยว่า “อย่าไปพูดแค่ความรัก ความผิดหวัง”
ร็อกชื่อดังในเมืองไทยอย่างวง
_ _ _ _ _ _ _ _ หรือวง _ _ _ _ _ _ เขาจะไม่พูดถึงสิ่งแวดล้อมเลย
พูดเรื่องความรัก ความผิดหวัง เพื่อไปแย่งตลาดกลุ่มวัยรุ่น
เพราะเขาเห็นเม็ดเงิน เขาก็อยากแต่งเพลงพวกนี้ วนเวียนกันอยู่เท่านั้น
แต่เฮฟวี่เมทัลจะขยายกว้างขึ้น
พูดถึงปรัชญาชีวิต ปัญหาสังคม ว่าเราต้องช่วยกันแก้
แต่ก็ยังมีเพลงรักแทรกๆ อยู่ในเมทัล ยังห่วงในเรื่องการขายอยู่
หนักจริงแต่ยังซ่อนเพลงโจ๊ะไว้บ้าง อย่างวง _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
ในบ้านเราจะหยุดอยู่ตรงนี้
ดอนผีบินพยายามสานต่อจากตรงนี้ เรื่องรักเรื่องใคร่ ผิดหวังประจำวัน นี่ไม่เอา แต่ไปพูดถึงปัญหาสังคม พูดถึงสาธารณประโยชน์ ป่าไม้ สายน้ำ เรื่องของการใช้สารเคมี ในเมืองต้องซื้อน้ำซื้อไฟ ซื้อลมหายใจ แอร์ติดเต็มหมด แล้วปล่อยซีเอฟซีขึ้นไปทำลายโอโซน เกิดเรือนกระจก อะไรต่างๆ นานา มลภาวะของโลก
ดนตรีที่จะใช้ จะเป็นร็อกก็ไม่เหมาะแล้ว เฮฟวี่เมทัลก็ยังเบาไป ยังไม่เหมาะสม ก็ต้องหาที่หนักกว่านี้รุนแรงกว่านี้ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อเพลง ก็มาลงตัวที่เดท แล้วเพิ่มสปีด คือความเร็วเข้าไป
เดทคือเรื่องซาวนด์ เรื่องเสียงกลอง เพื่อให้เข้าบรรยากาศ ฟังเผินๆ อาจน่ากลัว หยาบ โหด แต่ถ้าเราเจาะเข้าไปในบทเพลง จะสวยเหมือนบทกวี มีทั้งความจริงใจ ความห่วงใยสังคม โลก ฯลฯ สื่ออย่างตรงไปตรงมา งดงามอย่างสุดซึ้ง ขนาดที่ว่า “มันต้องเพลงแบบนี้ที่ชีวิตของฉันจะดำรงก้าวเดินต่อไป”
บ้านเราจะมาถึงประมาณนี้แหละ สูงสุดที่สปีดเดทเมทัล
ในฟากของฝรั่ง พวกเดทเขาจะบอกว่า “ต้องมาพูดกันเรื่องความตายสิ ความตายเป็นความจริงของชีวิต คุณจะมัวไปเชื่อฟังไอ้ห่าเหวรัฐมนตรีอยู่ทำไม !? ไอ้พวกที่ใส่สูทออกตามหน้าหนังสือพิมพ์นั่น ลงถังขยะไปเลย ! ไอ้ที่โชว์นักโชว์หนา ลงหนังสือพิมพ์น่ะ มันแค่วันเดียวเท่านั้น ข้ามคืนก็เป็นกระดาษเช็ดตูดได้แล้ว ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม ทุกคนควรได้แสดงออกทางความคิด ถ้ามันเหยียดหยามเรา เราสังหารมันเลย !”
นี่เดทของฝรั่ง แล้วการนำเสนอของเขาจะไปถ่ายรูปตามป่าช้า
“ไอ้พวกรัฐมนตรีวันหนึ่งมันก็ลงหลุมเหมือนกันแหละ อย่ามาสมมุติเลย” คือโต้กลับในเรื่องของกฎเกณฑ์ที่นักการเมืองสร้างขึ้นครอบคลุมความคิด เขาจะแหกกรอบไปเลย ทำนองว่า “เฮ่ย อย่ามาหลอกกันเลย อย่ามาวางมาด เรารู้อยู่ เพียงแต่เราไม่มีอำนาจเท่านั้นเอง”
ภาพลักษณ์ที่ออกมา ไม่มีหรอกที่หรูๆ เขาจะใส่ชุดดำ อยู่ในป่าช้ามั่ง นอนในหลุมมั่ง เพื่อที่จะบอกสังคมว่าโลกทุกวันนี้คุณต้องตื่นตัวได้แล้ว อย่าไปไหลตามสังคม ไม่งั้นคุณเสร็จมัน ถ้าคุณปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ คุณเป็นทาสมันจนตาย แต่กูไม่เอาด้วยแล้ว
ก็เกิดการแหกคอกกันทางฟากฝรั่ง มีวงเกิดขึ้นเป็นหมื่นๆ วง แล้วฝีมือนี่ไม่ต้องพูดถึง สุดยอด ! ปรัชญาก็สุดยอด ! แล้วก็มีแฟนเพลงทั่วโลก
พอปรัชญาเดทเกิดขึ้นแล้ว ก็เกิดแบล็กเมทัล (black metal) ติดตามมา
แบล็กเมทัลบอกว่า “อย่าไปพูดถึงเรื่องตายเรื่องเดียว ในช่วงชีวิตคนมันยังมีอะไรอีกเยอะ อย่างอะไรต่างๆ ที่มันกรอกสมองเราจนจะบ้าตาย ! อย่างเรื่องศาสนานี่ เผามันสิ ! ไป ไปเผาโบสถ์กัน !”
คือมีการตอบโต้สังคม เดทพูดถึงเรื่องความตาย แต่แบล็กเน้นไปที่การทำลายกำแพงความคิด ปรัชญาต่างๆ ที่มันคุมเราอยู่ ก่อนที่เราจะตายห่า--พวกนี้ค่อนข้างจะโหด แต่ดนตรีออกมางดงามมากๆ แบล็กเมทัลมีการเสริมคีย์บอร์ดเข้าไป เสริมความเวิ้งว้างด้วยเสียงดนตรีอันโหยหวน แต่ลุ่มลึกด้วยเมโลดี้ที่สวยงาม
ฟังแล้วหลุดออกไปนอกโลกได้โดยไม่ต้องเสพยา
อย่างวง Metallica ยุคแรกเขาสุดโหด ดนตรีของเขาจะดำอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ดนตรีที่โลกยอมรับในช่วงนั้นขาวสะอาด แต่ Metallica โผล่มาเล่นดนตรีถอดเสื้อ แก้ผ้า ไม่ต้องแต่งตัว ใส่กีตาร์อย่างเดียว แล้วไม่อะไรมาก เล่นแฉ่ๆๆๆ อย่างเดียว ขากน้ำลายถ่มถุยไปบ้าง อะไรอย่างนี้ เพื่อให้ดนตรีเกิดรสชาติใหม่ แทรกเข้าไปในพื้นที่ซึ่งขนมหวานกำลังเต็มไปหมด แล้วความขมโผล่เข้าไปนิดหนึ่ง ก็เกิดการช็อกทั่วโลก ขณะที่นักดนตรีทั่วโลกกำลังตีบตันว่าดนตรีจะไปทางไหนกัน
แล้วมือกีตาร์ของวงนี้จะต่อต้านวง Bon Jovi มาก ภาพพจน์ของ Bon Jovi เป็นดาราสุดหรู หล่อ เท่ ใส่ตุ้มหู วัยรุ่นหลงใหล ผู้หญิงบ้าคลั่ง แต่มือกีตาร์คนนี้จะต่อต้านมาก กีตาร์ของเขาจะลบยี่ห้อออก แล้วเขียนขึ้นเองใหม่ “KILL BON JOVI—ฆ่ามัน” โจ่งแจ้งเลย คือวัดกันไปเลยว่า กึ๋นข้าที่อยู่ในมุมมืดแบบนี้ กับกึ๋นของแก ใครจะเหนือกว่าใคร ฝรั่งมันห้ำหั่นกันแบบสุดๆ เลย
ดนตรีของ Metallica ไม่อยู่กับที่ จะเปลี่ยนตลอด มีการเอาออร์เคสตร้าเข้ามาเสริม ทำลายระบบดนตรีเดิม เพื่อที่จะบอกว่าดนตรีอย่าย่ำอยู่กับที่ อย่าเอาแต่ธุรกิจ ต้องเป็นบันไดศิลปะ
สุดท้ายเขาก็นำภาพด้านมืดของผู้คนเข้าไปผงาดในวงการเพลงของโลก Metallica ได้รับรางวัล Grammy Awards พอไปถึงระดับนั้นแล้วก็กุมบังเหียนได้ทั่วโลก แล้วก็มีวงที่ตามมาเป็นดอกเห็ดทั่วโลกด้วยบารมีของ Metallica
“แล้วเป็นแรงบันดาลใจของวงดอนผีบินด้วยไหม ?” ประเวช เพื่อนช่างภาพของข้าพเจ้า คงจับประเด็นเอาจากเรื่องที่ครูเล่า ย้อนถามครูแบบไม่อ้อมค้อม
“ส่วนหนึ่งก็ศึกษาและดู เหมือนเป็นแรงบันดาลใจ” หัวหน้าวงดอนผีบินยอมรับ
“ชอบที่เขาเข้าท่า ฟังเพลงเขามาก็ดีจริง เขาทำอะไรเป็นแบบอย่างมาตลอด ยอมรับว่าดีมากๆ เขาแหกคอกระดับโลก เราแหกคอกในประเทศไทย แล้ววันหนึ่ง Metallica มาเล่นที่เมืองไทย ตอนนั้นดอนผีบินเพิ่งทำเพลงชุดแรกออกมา ก็เอาไปวางทางเข้างาน เอาไปนำเสนอข้างถนน แฟนเพลงยังไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น ก็ลองซื้อไปฟังกัน ปรากฏว่าช็อกวงการ เพราะเราแหกกฎ”
บางช่วงที่พูดไปถึงรายละเอียดเรื่องลูกเล่นทางดนตรี ครูสมบัติจะลุกขึ้นยืน เอนตัวแอ่นหน้า-แอ่นหลัง มือทำท่าเหมือนกำลังมีกีตาร์อยู่กับตัว และเดินย่ำกลับไปกลับมาราวกับบนดินแฉะชื้นฝนนั้นเป็นพื้นเวที